ถ้าถามว่าทำไมจึงต้องทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google ก็ตอบได้เลยว่ามันจะนำมาซึ่งโอกาสมหาศาลในโลกออนไลน์ ยกตัวอย่างง่าย ๆเช่น                   ทำเลสถานที่ในการจัดตั้งร้านอาหาร ถ้าร้านอาหารของเราอยู่ในทำเลที่ดี อาหารอร่อย เดินทางไปมาสะดวก อยู่ใกล้กับถนนเส้นหลัก แน่นอนว่าลูกค้าย่อมเข้าร้านเรา แต่ในทางกลับกัน ถ้าร้านอาหารที่อร่อยไม่แพ้กันแต่ทำเลไม่ดี เดินทางลำบาก ไกล ก็จะมีบางคนที่ยอมลำบากไปกิน แต่ก็มีอีกหลายๆคนที่ไม่ไป การติดอันดับในหน้าแรกก็เหมือนกัน ถ้าเว็บไซต์ใครติดอันดับในหน้าแรก ก็เหมือนกับเว็บไซต์คุณอยู่ใน ทำเลที่ดี ใครผ่านไปผ่านมาก็จะเห็น ลูกค้าของคุณก็จะเห็นและหาเจอได้ง่าย เมื่อลูกค้าเจอได้ง่าย โอกาสดี ๆก็จะตามมา                   ในการทำให้เว็บไซต์ของคุณให้ติดหน้าแรกของ Google เราจะใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า SEO (Search Engine Optimization) หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แน่นอนว่าการใช้งานจะยุ่งยาก ใช้เวลานาน และมีระเบียบวินัยเพื่อให้ได้ผลตอบแทน ตัวอย่างปัจจัยของ SEO -กลุ่มเป้าหมายของคุณ เป็นกลุ่มลูกค้าแบบไหน อายุอยู่ในช่วงไหน มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไร -ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของคุณ หมายถึงพื้นที่ที่กลุ่มลูกค้าของคุณอยู่ เช่น อาศัยในกรุงเทพฯ เขตลาดพร้าว ซึ่งเราสามารถกำหนดตำแหน่งเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ -คำหลักที่กำหนดเป้าหมายของคุณ ก็คือคำค้นหาของกลุ่มลูกค้านั้น ๆว่ากลุ่มลูกกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมในการค้นหาอย่างไร -แนวโน้มการตลาดเป็นอย่างไร

Big Data เป็นคำที่ติดหูมาตั้งแต่ต้นปี และยังเป็น Trend ใหม่ที่กำลังมาแรงที่พูดถึงในวงการ Digital Marketing แล้วมันคืออะไร? และ Big Data จำเป็นมากน้อยแค่ไหนในวงการธุรกิจ Big Data คืออะไร? คำตอบที่เข้าใจง่ายที่สุดก็คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่อยู่ในธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข้อความ รูปภาพ วิดีโอ รวมไปถึงข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ และข้อมูลที่มาจากภายในบริษัทเองและข้อมูลที่มาจากแหล่งภายนอกอย่าง Social medias ดังนั้นมันจึงเป็นข้อมูลขนาดมหาศาล ข้อมูลทั้งหมดนี้สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ด้วยหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความต้องการ ตัวอย่างข้อมูลเช่นข้อมูลเครือข่ายสังคม (Social Networks) ,ข้อมูลการบริการทางเว็บ (Web Server Log) Big Data จะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 5 อย่าง คือ       Volume คือปริมาณของข้อมูลที่มีจำนวนมาก และมีขนาดใหญ่กว่าข้อมูลทั่วไป       Velocity คือข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมีความรวดเร็ว       Value คือข้อมูลที่มีคุณค่า สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง       Variety คือรูปแบบของข้อมูล มีได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ

ลึกไปอีกขั้น MineCraft เตรียมพอร์ทตนเองลง VR สำหรับ Oculus Rift ย้อนข่าวกันซะหน่อยเผื่อแฟนๆที่ไม่รู้จัก minecraft เป็นเกมสร้างโลกเสมือน คือ เราสามารถประดิษฐ์ได้เกือบทุกอย่างบนโลกใบนี้ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเกม ในรูปแบบ SandBox (กล่อง) นำมาต่อหรือแปรสภาพเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ในต่างประเทศมีการนำเกมนี้มาประกอบการสอนกันแล้ว ทั้งเขียนโปรแกรม สอนพิมพ์ 3D สอนชีวะ และสอนอีกเยอะแยะมากๆ อ่านได้ใน https://minecraftedu.com เอาหละเกรินมาพอแล้วว่า minecraft คืออัลไล แล้ว Oculus Rift และเทคโนโลยี VR หละคืออัลไล VR คือเทคโนโลยีภาพเสมือน นึกถึงหนังไซไฟครับ เราใส่แว่นแล้วก็เข้าไปอยู่ในเกมเลย…เฮ้ยบ้าไม่ถึงขนาดนั้น แค่ตัวแว่นจะแสดงภาพขึ้นมาโดยที่เราไม่ต้องมองผ่านทีวี และยังมองได้แบบ 360 องศาด้วยนะเออ บรรยากาศการเล่นเกมก็จะสูงส่งไปอีกขั้นนะ นี่ถ้าผนวกกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ลู่วิ่ง ปืนที่เชื่อมกับเกม นึกภาพสิครับ เราวิ่งไปถือปืนไป บรรยากาศเกมสงครามจะมันขนาดไหน แล้ว Oculus Rift หละคืออะไล เจ้า

จากสถิติ Uber พบว่า 20% ของการเดินทางด้วย Uber การเดินทางเริ่มต้นและจบลงในระยะทางไม่เกิน 100 เมตร หรือการเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นระยะการเดินทางสั้นๆเท่านั้น

Ben Thompson นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไอที เจ้าของเว็บ Stratechery เขียนวิเคราะห์แนวโน้มของวงการโฆษณาออนไลน์ ว่าสุดท้ายแล้วจะเหลือผู้เล่นรายใหญ่แค่ 2 รายคือ Google และ Facebook เหตุผลง่ายเพราะ Google และ Facebook มีช่องทางการโฆษณาครอบคลุมกระบวนการขาย (sales funnel) ทั้งหมดตั้งแต่การสร้างการรับรู้ (awareness) กรณีของ Facebook คือมี Instagram และกรณีของ Google มี YouTube ต่อมาคือกระบวนการ ชวนให้ไตร่ตรองว่าจะซื้อ (consideration) และ โฆษณาชวนซื้อซ้ำ (retargeting)/(Loyalty) โดย Facebook มี  Facebook Exchange และ Google มี DoubleClick และกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อด้วย AdWords เพราะการมีแพลตฟอร์มที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆของทั้งสองเจ้า ทั้งในแง่จำนวนผู้ใช้และบริการโฆษณา จะสร้างความได้เปรียบในระยะยาว ทำให้ราคาลงโฆษณาทั้งหมดถูกกว่าการกระจายจ่ายไปทีละหลายๆแพลตฟอร์มย่อย อีกทั้งทั้งคู่ยังมีระบบ tracking ที่สะดวกกว่า ง่ายต่อการติดตามผล ผลสุดท้าย

เย้ ๆๆๆ Origin Access มีบริการเล่นเกมแบบเหมาจ่ายรายเดือนเพียง 150 บาท แถมยังเป็นเกมของค่าย EA ด้วย หลังจากขยายบริการยังเอเชีย ก็มาถึงประเทศไทยซักที

เพื่อนๆคงเคยได้ยิน Starbucks ไม่ได้ขายแค่กาแฟ แต่ขายประสบการณ์ในการดื่มกาแฟ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนในคำพูดนี้ แต่ต่างกันตรงประสบการณ์ครั้งนี้นำ Digital Markrting มาใช้ครับ Starbucks และ Spotify ที่ร่วมมือกันทำให้ลูกค้าทั้ง 2 บริการสามารถบันทึกเพลงที่ได้ยินจากร้าน Starbucks มาฟังบน Spotify ได้ทุกที่ทุกเวลา เบื้องต้นคุณสมบัติใหม่ในแอพพลิเคชัน Starbucks นี้จะรองรับพื้นที่ร้าน Starbucks มากกว่า 7,500 สาขาในสหรัฐฯ

เดี๋ยวนี้ e-Commerce มาแรงครับ การที่แม่ค้าพ่อค้าต่างๆจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพื่อนๆคงจะเคยเจอปัญหายอดผู้ชมในเว็บไซต์ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ หรือ ลูกค้าจำชื่อเว็บไม่ได้ วันนี้ผมมีบทความเกี่ยวกับ สาเหตุที่ยอดผู้ชมน้อยและวิธีแก้มาฝากครับ ลองไปอ่านกันเลย 1.ไม่รู้จักเว็บไซต์  คนทั่วไปอาจไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อเว็บไซต์ของคุณ ทำให้ไม่สามารถเข้ามาที่เว็บไซต์ เมื่อต้องการซื้อสินค้าหรือบริการลักษณะเช่นเดียวกับที่คุณมีขาย วิธีแก้ไข : หาทางประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ของคุณให้คนอื่นๆ รู้จักมากขึ้น ให้พวกเขาสามารถจดจำชื่อเว็บไซต์ของคุณให้ได้ เช่น ทำการตลาดเสิร์ชเอ็นจิ้น การตลาดผ่านอีเมล การลงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในสื่ออื่นๆ   2.จำชื่อเว็บไซต์ไม่ได้  ชื่อเว็บไซต์ที่จำยาก พิมพ์ยาก หรือสะกดยาก จะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์จำไม่ได้ หรือต้องค้นหาเว็บไซต์เมื่อต้องเข้าชมสินค้าอีกครั้ง สิ่งนี้อาจเป็นสาเหตุให้คนไม่เข้าเว็บไซต์ก็ได้ วิธีแก้ไข : ตั้งชื่อเว็บไซต์ที่จดจำง่าย สร้างความแตกต่างและน่าสนใจให้กับข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณ   3.เว็บไซต์ไม่น่าสนใจ  ลูกค้าบางคนอาจเคยเข้าเว็บไซต์ของคุณแล้วพบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือมีข้อมูลที่ไม่ตรงกับความต้องการ วิธีแก้ไข : หาข้อมูลที่น่าสนใจมาใส่ไว้ในเว็บไซต์ให้พอดี เพื่อดึงดูดให้คนกลับมาอย่างต่อเนื่อง   4.เว็บไซต์ไม่อัพเดต  บางเว็บไซต์ไม่มีการอัพเดตข้อมูลเลยตั้งแต่เปิดบริการ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ลูกค้าจึงไม่มีความมั่นใจและไม่อยากเข้าชมเว็บไซต์อีกต่อไป วิธีแก้ไข :เพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ลงในเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ส่วนเจ้าของธุรกิจออนไลน์บางคนที่เพิ่มข้อมูลในเว็บไซตืตัวเองไม่ได้ เพราะจ้างเว็บมาสเตอร์หรือบริษัทรับจ้างทำเว็บไซต์ แนะนำให้ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลได้ด้วยตัวเอง

ช่วงวันหยุดยาว หน้าฟีด Instagram(อินสตาแกรม) มักเต็มไปด้วยรูปวันหยุดพักผ่อนอันน่าอิจฉาของเพื่อนๆ รูปการท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ และเดย์ทริปต่างๆ นั่นเพราะการที่ Instgram เน้นโชว์ภาพ และมีฟังก์ชั่นติดแท็กสถานที่ ทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะมากๆ ในการโชว์ภาพการท่องเที่ยวและผจญภัย วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ Instagram มาฝาก 48% ของผู้ใช้ ใช้ Instagram เพื่อหาสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจใหม่ๆ และอีก 35% ใช้เพื่อค้นหาสถานที่แปลกใหม่อื่นๆ ดูเหมือนจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ Travel Brand ในการแทรกตัวเข้าไปเพื่อโปรโมทสินค้า แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะผู้ใช้ส่วนมากเชื่อภาพถ่ายที่เห็นจากวันหยุดของเพื่อนมากกว่าภาพที่มาจากบริษัทหรือแบรนด์ นี่จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เราขอนำเสนอ 3 ทิปส์ดีๆ สำหรับ Travel Brand ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทาง Instagram ในแบบที่ถูกต้องและเพิ่ม Engagement อย่างแท้จริง   1. เลือกนักเดินทางให้ถูกกลุ่ม การท่องเที่ยวมีหลายแบบ และนักท่องเที่ยวแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างเป็นของตัวเอง กลุ่มเป้าหมายของเราเป็นนักท่องเที่ยวที่ชอบที่พักหรูหรา หรือชอบพักแบบสัมผัสธรรมชาติ? เขาอยากเห็นตึกรามบ้านช่องที่สวยงาม หรืออยากเห็นทัศนียภาพสุดสายตาของภูเขา? เขาชอบตามรอยวัฒนธรรม ดูแสงสีในยามค่ำคืน หรือเป็นนักชิมตัวยง? เราจึงต้องวิจัยและค้นหาว่าแท้จริงแล้วอะไรกันแน่ที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายของเรา   2.

  ปัจจุบันInstagram ในประเทศไทยมีผู้ใช้งาน(Instagramer)กว่า 7.1 ล้านคน (Active User) ต่อเดือน (Instagram ทั่วโลกมีผู้ใช้งานประมาณ 400 ล้านผู้ใช้)  โดย 83% เป็นกลุ่มอายุ 18-34 ปี  ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ยังมีอายุน้อย  มีการศึกษาสำเร็จในระดับมหาวิทยาลัย  และมีกำลังซื้อสูงกว่าผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนชาวไทยทั่วไปถึง 1.5 เท่า  และประชากร Instagramer สัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (59%) โดยปัจจุบัน Instagram เปิดให้บริการด้านโฆษณาแล้ว โดยรูปแบบของโฆษณา (Advertising Solutions)บน Instagram แบ่ง 3 ประเภท คือ  1. รูป (Photo)  2. วีดีโอ (Video)  15-30 วินาที  3. ภาพเรียงต่อกัน (Carousel) น่าสนใจขนาดนี้ วันนี้เราจึงมี 3 เทคนิคโฆษณาบน Instagram ให้โดนใจและได้ผลจริง 1.

TOP