เทคโนโลยี AR หรือ Augmented Reality เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยมในปี 2017 ที่ผสานเอาโลกความเป็นจริง (Real) เข้ากับโลกเสมือน (Virtual) ซึ่งจะทำให้ภาพที่เห็นในจอภาพกลายเป็นวัตถุ 3 มิติลอยอยู่เหนือพื้นผิวจริง ถ้านึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเกม Pokémon Go ที่เคยได้รับความนิยมเมื่อปลายปี 2016         ซึ่งในตัวเกม จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการตามล่าโปรเกม่อน เมื่อเจอโปรเกม่อนจะมีการแจ้งเตือนที่หน้าจอ โดยที่หน้าจอจะสามารถเปิดโหมด AR ได้ เมื่อเปิดโหมดนี้ก็จะเห็นโปรเกม่อนตัวนั้น ๆอยู่ตามพื้นผิว อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Instagram ที่มีคุณสมบัติ Face Filters หรือการใส่ฟิลเตอร์แบบ AR (Augmented Reality) ให้กับภาพถ่ายหรือวิดีโอ ซึ่งบางคนก็ยังไม่ทราบว่าโหมด Face Filters ที่เราถ่ายกันทุกวันก็เป็นเทคโนโลยีของ AR เช่นกัน หลักการทำงานในการแสดงภาพเสมือนจริง จะมีขั้นตอนการทำงานอยู่ 3 ขั้นคือ

ผู้คนส่วนใหญ่จะมองแค่ว่า Google เป็นเครื่องมือค้นหาที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่นิยมโดนมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 90% แต่จริง ๆแล้ว Google มีเครื่องมือมากมายสำหรับเจ้าของธุรกิจและผู้จัดการฝ่ายการตลาด โดยแต่ละเครื่องมือมีประโยชน์ที่จำเป็นสำหรับธุรกิจบนโลกออนไลน์ เช่น การติดตามพฤติกรรมการใช้เว็บไซต์ของลูกค้าคุณ หรือเครื่องมือที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับ วันนี้เราจะยกตัวอย่างเครื่องมือฟรีจาก Google สำหรับ Marketing Online ที่จำเป็นจะต้องมีเพื่อรับมือกับคู่แข่ง   1.Google Analytics Google Analytics เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการตรวจสอบการเข้าชมเว็บไซต์ของเรา และสามารถดูรายละเอียดในการวิเคราะห์เว็บไซต์ต่าง ๆได้เช่น User เข้ามาเว็บไซต์ช่องทางใด วิเคราะห์ว่า User เพศใด อายุเท่าใด ดูเวลาเฉลี่ยการเข้าใช้เว็บไซต์ของ User และอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถเริ่มใช้งานได้ที่ :https://www.google.com/analytics/ 2.เครื่องมือวางแผน Keyword ของ Google AdWords ในการใช้ Keyword เพื่อทำ SEO จำเป็นที่จะต้องนำคำเหล่านั้นมาวิเคราะห์ดูส่วนแบ่งการตลาดว่ากว้างหรือน้อยเพียงใด เหมาะสมที่จะแข่งขันหรือไม่ โดยจะใช้ Google AdWords ในการวิเคราะห์แนวโน้มของคำนั้น ๆ

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงกลางปี ในแวดวงการตลาดออนไลน์ เรื่องการทำ Digital Marking ในปี 2017 นี้ ยังได้รับความนิยม และมีแต่จะเพิ่มความนิยมกันตลอดทั้งปี และยังเป็นแนวทางที่จำนำมาใช้ในการทำการตลาดหรือโฆษณาออนไลน์ เรามาลองดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง 1.Content Marketing ยังคงเป็นเทรนด์ที่มาแรงที่สุดในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นเทคนิคอย่างหนึ่ง ที่นำมาใช้ในการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ content ที่นิยมใช้กัน เช่น บทความ วิดิโอ และ Infographic โดยในแต่ละประเภทจะมีเนื้อหาที่มีความรู้หรือไม่มีก็ได้ แต่จะให้ คุณค่า ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ เหตุผลที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งก็คือ กลุ่มเป้าหมายจะเข้ามาหาเราเอง เมื่อเราทำ content ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 2.Big data ในความหมายของวงการไอที Big data เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ โดยจะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่ URL จนถึง รูปภาพ วิดิโอต่าง ๆ ซึ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนี้ สามารถนำมาใช้ใน Digital Marking ได้ ซึ่งใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น

รายงานอินเทอร์เน็ตเทรนด์ประจำปีโดย Mary Meeker นักการตลาดชื่อดังที่ออกมาบอกเราถึงเทรนด์ของโลกออนไลน์ทุกปี ปีนี้ให้จับตาดูที่การเติบโตของมือถือ โดยเฉพาะบนโซเชียลที่จะมาควบคุมการใช้งบประมาณเพื่อการโฆษณาจำนวนมากและเวลาที่ผู้ใช้งานจะอยู่กับมัน วันนี้เรารวบรวม 7 ข้อที่น่าสนใจของปีนี้มาให้ดูกัน 1.เดสท็อปทำเงินสู้มือถือไม่ได้ หากคุณเป็นนักการตลาดคงเบื่อที่จะได้ยินคำว่ายุคแห่งมือถือ แต่นั่นยังคงเป็นเรื่องจริง เพราะการโฆษณาทางมือถือยังคงทำเงินได้มากกว่าบนเดสท็อปแบบทิ้งห่าง โดยรายได้จากการโฆษณาทางอินเทอเน็ตในปี 2015 นั้นอยู่ที่ประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปีก่อนหน้า 20% ซึ่งรายได้จากโฆษณาบนมือถือเพิ่มขึ้น 66% ในขณะที่บนเดสท็อปเพิ่มขึ้นเพียง 5% นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่กับมือถือ 25% และอยู่กับเดสท็อปเพียง 22% 2. เกมของ Google และ Facebook ต้องยอมรับว่า Mark Zuckerberg สร้างโลกแห่งการโฆษณาที่ทรงพลังขึ้นมา รายได้จากการโฆษณาบนเฟซบุ๊คเติบโตขึ้นถึง 59% ระหว่างปี 2014 – 2015 ด้วยปริมาณโฆษณาบนมือถืออันมหาศาล ในขณะที่ Google เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเวลาเดียวกัน ดูเหมือนจะน้อยกว่าเฟซบุ๊คเยอะ แต่เจ้าอื่นๆ เพิ่มมาเพียง 13% เท่านั้น 3.

อนาคตนับจากนี้จะเป็นยุคทอง โอกาสทางธุรกิจเปิดกว้างมากขึ้นเมื่อดูจากข้อมูลของ PwC ประเทศไทยที่ระบุว่า ผลสำรวจทิศทางอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงทั่วโลกระหว่างปี 2559-2563  และยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ง่าย การที่บริษัทโฆษณาต่างๆ หรือสื่อบันเทิงต่างๆ มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ด้วยเหตุที่ใครๆก็สามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ อัตราส่วนการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อปีของสื่อโฆษณาออนไลน์และสื่อบันเทิงออนไลน์ในไทย สูงขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 22.5% จากจำนวนผู้ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันการโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ก็มีการเจริญเติบโตที่ลดลงเป็นอย่างมาก บางบริษัทจึงทำให้มีการประกาศ ทำการปิดตัวลงของสื่อผ่านสิ่งพิมพ์เช่น I like เป็นต้น อ้างอิง ihdigital.co.th  

เผื่อเพื่อนที่ยังไม่รู้จัก Nielsen ขอเกรินก่อนว่า Nielsen คือบริษัท วิจัยเกี่ยวกับการตลาด โดยสถานการณ์ของ Nielsen  ณ เวลานี้ กำลังเผชิญข้อกังขาเรื่องประสิทธิภาพในการวัดจำนวนที่แท้จริงของผู้ชมโทรทัศน์ เพราะผู้ชมส่วนใหญ่มักเสพสื่อกันหลายหน้าจอ ทำให้ต้องเพิ่มโซเชียลเข้ามาเป็นหนึ่งในช่องทางที่จะวัดเรทติ้งด้วย โดยทาง Nielsen มีแผนที่จะสร้าง Social Content Rating ซึ่งจะเป็นการจัดทำข้อมูลแบบใหม่ คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2016

ธุรกิจย่อมมีการปรับตัวเสมอๆครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ฐานลูกค้ามักจะเทจากหน้ากระดาษไปสู่โลกออกไลน์กันแล้ว หลังจากตีพิมพ์มากว่า 50 ปี ล่าสุด Penthouse Magazine ประกาศยุติสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ คงเหลือเป็นสื่อดิจิตอลเท่านั้น ขณะเพื่อนร่วมวงการ อย่าง FHM และ Zoo ก็ประกาศปิตัวไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว FriendFinder Networks เจ้าของสื่อ Penthouse กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เพื่อคงไว้ซึ่งความชื่นชอบที่ผู้บริโภคมีต่อการอ่านในปัจจุบัน เวอร์ชั่นดิจิตอลของ Penthouse จะผสมผสานทุกอย่างที่ผู้อ่านรู้จักและรักในเวอร์ชั่นสิ่งพิมพ์ มาสู่ประสบการณ์ดิจิตอล”   ก่อนหน้านี้  Penthouse มียอดตีพิมพ์ถึงเดือนละ 5 ล้านก้อปปี้ แต่กำลังจะเหลือแต่สื่อดิจิตอล โดยพนักงานที่เคยทำงานในสิ่งพิมพ์ที่นิวเยอร์ค จะถูกโยกไปทำงานที่ FriendFinder Networks ในลอส แองเจลลิส โดยดูแลเว็บไซต์นัดเดทที่อยู่ในเครือ ประกอบไปด้วย JewishFriendFinder.com, SeniorFriendFinder.com และ AsiaFriendFinder.com   ขณะที่สถานการณ์ของ Playboy แตกต่างออกไป รายนั้นยังคงมีทั้งสิ่งพิมพ์และดิจิตอลควบคู่กัน แต่ถ้าอยากดูรูปนู้ดเต็มๆ ต้องแบบดิจิตอลเท่านั้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผลมาจาก “อินเทอร์เน็ต”

เดี๋ยวนี้ e-Commerce มาแรงครับ การที่แม่ค้าพ่อค้าต่างๆจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพื่อนๆคงจะเคยเจอปัญหายอดผู้ชมในเว็บไซต์ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ หรือ ลูกค้าจำชื่อเว็บไม่ได้ วันนี้ผมมีบทความเกี่ยวกับ สาเหตุที่ยอดผู้ชมน้อยและวิธีแก้มาฝากครับ ลองไปอ่านกันเลย 1.ไม่รู้จักเว็บไซต์  คนทั่วไปอาจไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อเว็บไซต์ของคุณ ทำให้ไม่สามารถเข้ามาที่เว็บไซต์ เมื่อต้องการซื้อสินค้าหรือบริการลักษณะเช่นเดียวกับที่คุณมีขาย วิธีแก้ไข : หาทางประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ของคุณให้คนอื่นๆ รู้จักมากขึ้น ให้พวกเขาสามารถจดจำชื่อเว็บไซต์ของคุณให้ได้ เช่น ทำการตลาดเสิร์ชเอ็นจิ้น การตลาดผ่านอีเมล การลงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในสื่ออื่นๆ   2.จำชื่อเว็บไซต์ไม่ได้  ชื่อเว็บไซต์ที่จำยาก พิมพ์ยาก หรือสะกดยาก จะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์จำไม่ได้ หรือต้องค้นหาเว็บไซต์เมื่อต้องเข้าชมสินค้าอีกครั้ง สิ่งนี้อาจเป็นสาเหตุให้คนไม่เข้าเว็บไซต์ก็ได้ วิธีแก้ไข : ตั้งชื่อเว็บไซต์ที่จดจำง่าย สร้างความแตกต่างและน่าสนใจให้กับข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณ   3.เว็บไซต์ไม่น่าสนใจ  ลูกค้าบางคนอาจเคยเข้าเว็บไซต์ของคุณแล้วพบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือมีข้อมูลที่ไม่ตรงกับความต้องการ วิธีแก้ไข : หาข้อมูลที่น่าสนใจมาใส่ไว้ในเว็บไซต์ให้พอดี เพื่อดึงดูดให้คนกลับมาอย่างต่อเนื่อง   4.เว็บไซต์ไม่อัพเดต  บางเว็บไซต์ไม่มีการอัพเดตข้อมูลเลยตั้งแต่เปิดบริการ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ลูกค้าจึงไม่มีความมั่นใจและไม่อยากเข้าชมเว็บไซต์อีกต่อไป วิธีแก้ไข :เพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ลงในเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ส่วนเจ้าของธุรกิจออนไลน์บางคนที่เพิ่มข้อมูลในเว็บไซตืตัวเองไม่ได้ เพราะจ้างเว็บมาสเตอร์หรือบริษัทรับจ้างทำเว็บไซต์ แนะนำให้ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลได้ด้วยตัวเอง หรือติดตั้งเว็บบอร์ด เพื่อให้คนทั่วไปเข้ามาพูดคุยหรือเพิ่มข้อมูลให้กับเว็บไซต์ได้   5.เว็บไซต์คู่แข่งดูดีและน่าสนใจมากกว่า 

เดี๋ยวนี้ e-Commerce มาแรงครับ การที่แม่ค้าพ่อค้าต่างๆจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพื่อนๆคงจะเคยเจอปัญหายอดผู้ชมในเว็บไซต์ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ หรือ ลูกค้าจำชื่อเว็บไม่ได้ วันนี้ผมมีบทความเกี่ยวกับ สาเหตุที่ยอดผู้ชมน้อยและวิธีแก้มาฝากครับ ลองไปอ่านกันเลย 1.ไม่รู้จักเว็บไซต์  คนทั่วไปอาจไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อเว็บไซต์ของคุณ ทำให้ไม่สามารถเข้ามาที่เว็บไซต์ เมื่อต้องการซื้อสินค้าหรือบริการลักษณะเช่นเดียวกับที่คุณมีขาย วิธีแก้ไข : หาทางประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ของคุณให้คนอื่นๆ รู้จักมากขึ้น ให้พวกเขาสามารถจดจำชื่อเว็บไซต์ของคุณให้ได้ เช่น ทำการตลาดเสิร์ชเอ็นจิ้น การตลาดผ่านอีเมล การลงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในสื่ออื่นๆ   2.จำชื่อเว็บไซต์ไม่ได้  ชื่อเว็บไซต์ที่จำยาก พิมพ์ยาก หรือสะกดยาก จะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์จำไม่ได้ หรือต้องค้นหาเว็บไซต์เมื่อต้องเข้าชมสินค้าอีกครั้ง สิ่งนี้อาจเป็นสาเหตุให้คนไม่เข้าเว็บไซต์ก็ได้ วิธีแก้ไข : ตั้งชื่อเว็บไซต์ที่จดจำง่าย สร้างความแตกต่างและน่าสนใจให้กับข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณ   3.เว็บไซต์ไม่น่าสนใจ  ลูกค้าบางคนอาจเคยเข้าเว็บไซต์ของคุณแล้วพบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือมีข้อมูลที่ไม่ตรงกับความต้องการ วิธีแก้ไข : หาข้อมูลที่น่าสนใจมาใส่ไว้ในเว็บไซต์ให้พอดี เพื่อดึงดูดให้คนกลับมาอย่างต่อเนื่อง   4.เว็บไซต์ไม่อัพเดต  บางเว็บไซต์ไม่มีการอัพเดตข้อมูลเลยตั้งแต่เปิดบริการ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ลูกค้าจึงไม่มีความมั่นใจและไม่อยากเข้าชมเว็บไซต์อีกต่อไป วิธีแก้ไข :เพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ลงในเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ส่วนเจ้าของธุรกิจออนไลน์บางคนที่เพิ่มข้อมูลในเว็บไซตืตัวเองไม่ได้ เพราะจ้างเว็บมาสเตอร์หรือบริษัทรับจ้างทำเว็บไซต์ แนะนำให้ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลได้ด้วยตัวเอง

  ปัจจุบันInstagram ในประเทศไทยมีผู้ใช้งาน(Instagramer)กว่า 7.1 ล้านคน (Active User) ต่อเดือน (Instagram ทั่วโลกมีผู้ใช้งานประมาณ 400 ล้านผู้ใช้)  โดย 83% เป็นกลุ่มอายุ 18-34 ปี  ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ยังมีอายุน้อย  มีการศึกษาสำเร็จในระดับมหาวิทยาลัย  และมีกำลังซื้อสูงกว่าผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนชาวไทยทั่วไปถึง 1.5 เท่า  และประชากร Instagramer สัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (59%) โดยปัจจุบัน Instagram เปิดให้บริการด้านโฆษณาแล้ว โดยรูปแบบของโฆษณา (Advertising Solutions)บน Instagram แบ่ง 3 ประเภท คือ  1. รูป (Photo)  2. วีดีโอ (Video)  15-30 วินาที  3. ภาพเรียงต่อกัน (Carousel) น่าสนใจขนาดนี้ วันนี้เราจึงมี 3 เทคนิคโฆษณาบน Instagram ให้โดนใจและได้ผลจริง 1.

TOP