เมื่องานวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ได้ออกมาไลฟ์การประกาศแผนการที่ยิ่งใหญ่ คือ จะหาหนทางรักษาโรคทุกชนิดที่มีอยู่บนโลกใบนี้ให้สำเร็จ ภายในศตวรรษนี้ แรงพลักดันที่ทำให้ Mark Zuckerberg และภรรยา ตัดสินใจทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อลูกสาวของเขาได้ถือกำเกิดขึ้น Mark และ Chan จึงอยากมอบสิ่งที่ดีให้กับลูกสาวของพวกเขา และเด็กๆทุกคนในโลก ให้มีอนาคตที่ดีกว่าในปัจจุบัน “พวกเรามีโอกาสที่จะทำให้โลกใบนี้ เป็นสถานที่ที่ดียิ่งกว่าตอนที่เราพบมัน” Mark Zuckerberg,CEO Facebook Mark ได้บอกว่าตัวของเขาเองเป็ยวิศวกรที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นสามารถ พัฒนาให้ดีขึ้นได้ และนั่นจึงเป็นเหตุผลในการก้าวหน้า ทางการแพทย์ด้วยเช่นกัน Chan ได้บอกว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ที่ต้องเห็นลูกๆของตนเองป่วยไข้ แล้วเผชิญกับการรักษาที่ยากลำบาก ซึ่งในปัจจุบันนี้การรักษาทางการแพทย์มีขีดจำกัด เราจึงต้องขยายขอบเขตต่างๆ ให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น Mark กล่าวว่า ตลอด 50 ปี ที่ผ่านมา วิทยาศาสตร์ การแพทย์และยารักษา มีการพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เราได้รักษาโรคฝีดาษและโรคโปลิโอได้สำเร็จ ในอนาคตที่จะถึง เราก็จะสามารถรักษา โรค เอดส์ มะเร็งชนิดต่าง ให้หมดไปจากโลกนี้ได้ เช่นเดียวกัน   แหล่งที่มา:independent.co.uk  

Tagged under: ,

จากสถิติของ comScore พบว่า 2 ใน 3 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนสหรัฐไม่ได้ดาวน์โหลดแอพใหม่เลยสักตัวในเดือนที่แล้ว แต่คนกลับใช้เวลาในแอพแชทมากขึ้น เพราะงี้แหละครับแอพแชททั้งหลายต่างพยามยามทำฟังชั่นน์ chat bot เพื่อนำพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปใช้แอพแชทที่นานขึ้นให้เกิดประโยชน์ โดยจะเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้กับบริการต่างๆ แทนการกดเข้าแอพ เช่น เราสามารถถามสภาพอากาศวันนี้ได้ในแอพแชทห้องสภาพอากาศ หรือ แชทกับแอร์ในบ้านให้เปิดก่อนที่เราจะถึงบ้าน โดยไม่จำเป็นเข้าแอพเฉพาะของแอร์ตัวนั้นเพื่อสั่งเปิดแอร์ ซึ่งช่วงนี้กระแส Chat bot ก็มาแรงจริงๆ เราจะเห็นว่ามี WeChat ก็ทำเรื่องนี้มาได้ซักระยะแล้ว , Facebook ก็เปิดบริการให้เรียกรถUber ผ่านแชทตามมาติดๆ ,ตามด้วย Line และ Skype เพิ่งประกาศจะทำ Chat bot ในปีนี้เช่นกัน ส่วนตัวผมนั้นคิดว่า ถ้ากระแส Chat bot มาแรงและดูท่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะพฤติกรรมเราๆมันก็ฟ้อง อีกไม่นานเราคงต้องปรับแผนการสื่อสารตลาดออนไลน์ใหม่แล้วหละครับ การทำการตลาดด้วยแอพที่ทั้งไม่คุ้มกับการลงทุน แถมบางแบรนด์ยังคิดแค่ว่าทำไว้เฉยๆ บางแบรนด์พอจะใช้งานจริงดันไม่มีฟังชั่นน์ที่ใช้ได้ซะงั้น ก็อาจจะมีพับโครงการกันไปบ้างหละครับ ที่มา: Blognone.com  

หลังจากที่ Facebook โดนวิจารณ์สองมาตราฐาน เพราะไม่ยอมเปิดฟีเจอร์แจ้งเหตุร้าย(Safety Check) ให้กับประเทศอื่นๆด้วยเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน ล่าสุด เฮียแกทำพลาดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะไม่เปิด แต่แกเปิดเกือบทั้งหมดเลย เพื่อนแอดมินบางคนยังได้แจ้งเตือน แล้วรายงานกับเพื่อนๆว่าตัวเองปลอดภัยดีรึป่าว ทั้งที่จริงๆแล้วตัวเองอยู่ไทยซะงั้น ที่มา:Blognone

  ข่าวดี Facebook กำลังจะมีปิดแจ้งเตือน Live แล้วนะ หลังจากที่พยายามดันแจ้งเตือน Live บน notification มาซักพัก เริ่มมีเสียงบนรำคาญออกมาจากผู้ใช้มากมาย ‘’ ชั้นไม่ได้สนใจเพจนี้ ขนาดต้องมาแจ้งเตือนกันหลอกนะ! ’’  ซึ่งทางฝั่ง Facebook ก็ไม่สามารถต้านทานแรงจากฝั่งผู้ใช้ได้ ออกมายอมรับและบอกว่ากำลังจะเปิดตัวเลือกให้ปิดแจ้งเตือน Live ทั้งหมดได้

การเติบโตของตลาดออนไลน์ย่อมโตตามการเข้าถึงอินเตอร์เน็ทของประชากรจริงไหมครับ โดยที่อินเดียเนี้ยประชากรของเขาไม่ค่อยเข้าถึงเน็ทกันอย่างทั่วถึง เพราะเสาสัญญาณเน็ทไปไม่ถึง กูเกิ้ลเสนอทางออกให้ โดยการทำบอลลูนที่พกสัญญาณเน็ทไปด้วย คล้ายเป็นเสาสัญญาณลอยฟ้า ลอยไปมาตามเขตที่กันดารๆครับ เท่มากๆเลย

ลึกไปอีกขั้น MineCraft เตรียมพอร์ทตนเองลง VR สำหรับ Oculus Rift ย้อนข่าวกันซะหน่อยเผื่อแฟนๆที่ไม่รู้จัก minecraft เป็นเกมสร้างโลกเสมือน คือ เราสามารถประดิษฐ์ได้เกือบทุกอย่างบนโลกใบนี้ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเกม ในรูปแบบ SandBox (กล่อง) นำมาต่อหรือแปรสภาพเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ในต่างประเทศมีการนำเกมนี้มาประกอบการสอนกันแล้ว ทั้งเขียนโปรแกรม สอนพิมพ์ 3D สอนชีวะ และสอนอีกเยอะแยะมากๆ อ่านได้ใน https://minecraftedu.com เอาหละเกรินมาพอแล้วว่า minecraft คืออัลไล แล้ว Oculus Rift และเทคโนโลยี VR หละคืออัลไล VR คือเทคโนโลยีภาพเสมือน นึกถึงหนังไซไฟครับ เราใส่แว่นแล้วก็เข้าไปอยู่ในเกมเลย…เฮ้ยบ้าไม่ถึงขนาดนั้น แค่ตัวแว่นจะแสดงภาพขึ้นมาโดยที่เราไม่ต้องมองผ่านทีวี และยังมองได้แบบ 360 องศาด้วยนะเออ บรรยากาศการเล่นเกมก็จะสูงส่งไปอีกขั้นนะ นี่ถ้าผนวกกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ลู่วิ่ง ปืนที่เชื่อมกับเกม นึกภาพสิครับ เราวิ่งไปถือปืนไป บรรยากาศเกมสงครามจะมันขนาดไหน แล้ว Oculus Rift หละคืออะไล เจ้า

Facebook มีการเปิดให้ลองใช้ Reactions มาพักนึงแล้วแต่จำกัดเฉพาะกลุ่ม วันนี้ facebook ได้แถลงว่าเปิดให้ใช้ฟีเจอร์ Reactions ทั่วโลกแล้ว คาดว่าอีก 2-3 วัน เราคงได้ใช้กัน โดยจะมี 6 สัญลักษณ์ให้กดแสดงความรู้สึก ได้แก่ ถูกใจ, รักเลย, ฮ่าๆ, ว้าว, เศร้า, โกรธ ที่มา: Blognone

Ben Thompson นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไอที เจ้าของเว็บ Stratechery เขียนวิเคราะห์แนวโน้มของวงการโฆษณาออนไลน์ ว่าสุดท้ายแล้วจะเหลือผู้เล่นรายใหญ่แค่ 2 รายคือ Google และ Facebook เหตุผลง่ายเพราะ Google และ Facebook มีช่องทางการโฆษณาครอบคลุมกระบวนการขาย (sales funnel) ทั้งหมดตั้งแต่การสร้างการรับรู้ (awareness) กรณีของ Facebook คือมี Instagram และกรณีของ Google มี YouTube ต่อมาคือกระบวนการ ชวนให้ไตร่ตรองว่าจะซื้อ (consideration) และ โฆษณาชวนซื้อซ้ำ (retargeting)/(Loyalty) โดย Facebook มี  Facebook Exchange และ Google มี DoubleClick และกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อด้วย AdWords เพราะการมีแพลตฟอร์มที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆของทั้งสองเจ้า ทั้งในแง่จำนวนผู้ใช้และบริการโฆษณา จะสร้างความได้เปรียบในระยะยาว ทำให้ราคาลงโฆษณาทั้งหมดถูกกว่าการกระจายจ่ายไปทีละหลายๆแพลตฟอร์มย่อย อีกทั้งทั้งคู่ยังมีระบบ tracking ที่สะดวกกว่า ง่ายต่อการติดตามผล ผลสุดท้าย

แบรนด์ต่างๆที่กระโดดเข้ามาเล่น Digital Marketing ไม่ทราบว่ามีเป้าหมายของตัวเองกันรึยัง วันนี้ผมมีตัวอย่างเป้าหมายที่ใช้วัดใน Social Media มาฝากครับ

ต่อจากบทความที่แล้ว http://www.thaidigitalmarketing.com/cinemagraph/ หรือทำความรู้จักกับCinemagraph ในการสร้างโฆษณาออนไลน์ บทความนี้จะพูดถึง 4 วิธีในการนำ Cinemagraph มาปรับกับแบรนด์ให้เหมาะสม เพื่อทำเรื่องราวของแบรนด์ให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น   1. ทำให้สั้น กระชับแต่งดงามและเข้าใจง่าย Cinemagraph จะมีพลังที่สุดถ้าถูกทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ โดยต้องจับโมเมนท์ให้ลงตัว ลูปสั้นๆแค่นี้ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ผ่านการพริ้วไหวของเสื้อผ้า หรือสายลมที่พักชั่วครู่ 2. Cinemagraph มีความหมายมากกว่า 1,000 คำ Cinemagraph มีพลังในการถ่ายทอดช่วงเวลาที่มีค่า จนทำให้คนดูสามารถมีความรู้สึกร่วมว่าเขากำลังนั่งอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ 3. ผลลัพธ์ที่สวยงาม Cinemagraph เป็นทางเลือกที่ดีในการเพิ่มความวาววิ้งให้กับรูปที่สวยอยู่แล้ว ดังนั้นจะดีมากถ้านำไปใช้กับโปรดักส์หรือไลฟ์สไตล์ที่หรูหราดูดีราคาแพง เช่น เพิ่มประกายและความพริ้วไหวให้กับชุดเดรสผ้าซาตินราคาแพง จะเพิ่มความสวยงามให้มากกว่าภาพนิ่ง 4. ราคาที่ถูกกว่าทำให้ Cinemagraph น่าสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อเรากำลังทำแคมเปญหรือคอนเทนท์ Cinemagraph เป็น Format ที่ใช้เงินน้อยกว่าวิดีโอแน่นอน อย่างไรก็ตาม Cinemagraph ไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ อย่าใช้เพราะมันกำลังเป็นเทรนด์หรือใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ต้องการการเล่าเรื่อง   เพียง 4 ขั้นตอนเท่านี้ การสร้างโฆษณาออนไลน์ของแบรนด์ก็สามารถสร้าง Content ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจและไม่น่าเบื่ออีกต่อไป  

TOP