Big Data เป็นคำที่ติดหูมาตั้งแต่ต้นปี และยังเป็น Trend ใหม่ที่กำลังมาแรงที่พูดถึงในวงการ Digital Marketing แล้วมันคืออะไร? และ Big Data จำเป็นมากน้อยแค่ไหนในวงการธุรกิจ Big Data คืออะไร? คำตอบที่เข้าใจง่ายที่สุดก็คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่อยู่ในธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข้อความ รูปภาพ วิดีโอ รวมไปถึงข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ และข้อมูลที่มาจากภายในบริษัทเองและข้อมูลที่มาจากแหล่งภายนอกอย่าง Social medias ดังนั้นมันจึงเป็นข้อมูลขนาดมหาศาล ข้อมูลทั้งหมดนี้สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ด้วยหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความต้องการ ตัวอย่างข้อมูลเช่นข้อมูลเครือข่ายสังคม (Social Networks) ,ข้อมูลการบริการทางเว็บ (Web Server Log) Big Data จะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 5 อย่าง คือ       Volume คือปริมาณของข้อมูลที่มีจำนวนมาก และมีขนาดใหญ่กว่าข้อมูลทั่วไป       Velocity คือข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมีความรวดเร็ว       Value คือข้อมูลที่มีคุณค่า สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง       Variety คือรูปแบบของข้อมูล มีได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ

เว็บข่าว The Verge  รายงานว่าในอนาคต Facebook อาจจะเปิดให้เราหาเงินได้จากโพสต์ของตัวเองได้ หลังจากแบบสำรวจตอนหนึ่งมีการถาม ผู้ใช้ว่าคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการหาเงินจากโพสต์ต่างๆใน Facebook ‘’ มีทั้งระบุว่าเป็นเงินค่าทิป (ในกรณีนักแสดง), เนื้อหาที่สนับสนุนจากแบรนด์สินค้าหรือผู้สนับสนุน, การบริจาค, ปุ่มเพื่อให้ทำกิจกรรมแบบอื่น หรือเลือกที่จะแบ่งปันค่าโฆษณาจากโพสต์บน Facebook ซึ่งในปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้เปิดให้เจ้าของโปรไฟล์ต่างๆ สามารถหาเงินได้จากโพสต์บน Facebook’’   ทั้งหมดย้ำว่าเป็นแค่การคาดการณ์ของ The Verge  ซึ่งทาง Facebook จะทำตามหรือไม่ทำก็ได้   ที่มา:Blognone

หลังจากที่ Facebook โดนวิจารณ์สองมาตราฐาน เพราะไม่ยอมเปิดฟีเจอร์แจ้งเหตุร้าย(Safety Check) ให้กับประเทศอื่นๆด้วยเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน ล่าสุด เฮียแกทำพลาดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะไม่เปิด แต่แกเปิดเกือบทั้งหมดเลย เพื่อนแอดมินบางคนยังได้แจ้งเตือน แล้วรายงานกับเพื่อนๆว่าตัวเองปลอดภัยดีรึป่าว ทั้งที่จริงๆแล้วตัวเองอยู่ไทยซะงั้น ที่มา:Blognone

  ข่าวดี Facebook กำลังจะมีปิดแจ้งเตือน Live แล้วนะ หลังจากที่พยายามดันแจ้งเตือน Live บน notification มาซักพัก เริ่มมีเสียงบนรำคาญออกมาจากผู้ใช้มากมาย ‘’ ชั้นไม่ได้สนใจเพจนี้ ขนาดต้องมาแจ้งเตือนกันหลอกนะ! ’’  ซึ่งทางฝั่ง Facebook ก็ไม่สามารถต้านทานแรงจากฝั่งผู้ใช้ได้ ออกมายอมรับและบอกว่ากำลังจะเปิดตัวเลือกให้ปิดแจ้งเตือน Live ทั้งหมดได้

ลึกไปอีกขั้น MineCraft เตรียมพอร์ทตนเองลง VR สำหรับ Oculus Rift ย้อนข่าวกันซะหน่อยเผื่อแฟนๆที่ไม่รู้จัก minecraft เป็นเกมสร้างโลกเสมือน คือ เราสามารถประดิษฐ์ได้เกือบทุกอย่างบนโลกใบนี้ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเกม ในรูปแบบ SandBox (กล่อง) นำมาต่อหรือแปรสภาพเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ในต่างประเทศมีการนำเกมนี้มาประกอบการสอนกันแล้ว ทั้งเขียนโปรแกรม สอนพิมพ์ 3D สอนชีวะ และสอนอีกเยอะแยะมากๆ อ่านได้ใน https://minecraftedu.com เอาหละเกรินมาพอแล้วว่า minecraft คืออัลไล แล้ว Oculus Rift และเทคโนโลยี VR หละคืออัลไล VR คือเทคโนโลยีภาพเสมือน นึกถึงหนังไซไฟครับ เราใส่แว่นแล้วก็เข้าไปอยู่ในเกมเลย…เฮ้ยบ้าไม่ถึงขนาดนั้น แค่ตัวแว่นจะแสดงภาพขึ้นมาโดยที่เราไม่ต้องมองผ่านทีวี และยังมองได้แบบ 360 องศาด้วยนะเออ บรรยากาศการเล่นเกมก็จะสูงส่งไปอีกขั้นนะ นี่ถ้าผนวกกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ลู่วิ่ง ปืนที่เชื่อมกับเกม นึกภาพสิครับ เราวิ่งไปถือปืนไป บรรยากาศเกมสงครามจะมันขนาดไหน แล้ว Oculus Rift หละคืออะไล เจ้า

ต่อจากบทความที่แล้ว http://www.thaidigitalmarketing.com/cinemagraph/ หรือทำความรู้จักกับCinemagraph ในการสร้างโฆษณาออนไลน์ บทความนี้จะพูดถึง 4 วิธีในการนำ Cinemagraph มาปรับกับแบรนด์ให้เหมาะสม เพื่อทำเรื่องราวของแบรนด์ให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น   1. ทำให้สั้น กระชับแต่งดงามและเข้าใจง่าย Cinemagraph จะมีพลังที่สุดถ้าถูกทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ โดยต้องจับโมเมนท์ให้ลงตัว ลูปสั้นๆแค่นี้ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ผ่านการพริ้วไหวของเสื้อผ้า หรือสายลมที่พักชั่วครู่ 2. Cinemagraph มีความหมายมากกว่า 1,000 คำ Cinemagraph มีพลังในการถ่ายทอดช่วงเวลาที่มีค่า จนทำให้คนดูสามารถมีความรู้สึกร่วมว่าเขากำลังนั่งอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ 3. ผลลัพธ์ที่สวยงาม Cinemagraph เป็นทางเลือกที่ดีในการเพิ่มความวาววิ้งให้กับรูปที่สวยอยู่แล้ว ดังนั้นจะดีมากถ้านำไปใช้กับโปรดักส์หรือไลฟ์สไตล์ที่หรูหราดูดีราคาแพง เช่น เพิ่มประกายและความพริ้วไหวให้กับชุดเดรสผ้าซาตินราคาแพง จะเพิ่มความสวยงามให้มากกว่าภาพนิ่ง 4. ราคาที่ถูกกว่าทำให้ Cinemagraph น่าสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อเรากำลังทำแคมเปญหรือคอนเทนท์ Cinemagraph เป็น Format ที่ใช้เงินน้อยกว่าวิดีโอแน่นอน อย่างไรก็ตาม Cinemagraph ไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ อย่าใช้เพราะมันกำลังเป็นเทรนด์หรือใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ต้องการการเล่าเรื่อง   เพียง 4 ขั้นตอนเท่านี้ การสร้างโฆษณาออนไลน์ของแบรนด์ก็สามารถสร้าง Content ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจและไม่น่าเบื่ออีกต่อไป  

เจ้า Cinemagraph เกิดจากการรวมคำระหว่าง Cinema (ภาพยนต์หรือวิดีโอ) และ Phtograph (ภาพนิ่งหรือภาพถ่าย) แล้วกลายมาเป็นภาพถ่ายที่มีบางส่วนของภาพที่ขยับได้ หรือเป็นการผสานกันของภาพนิ่งและองค์ประกอบที่เคลื่อนไหว กลายเป็นความภาพที่ดูเป็นศิลปะในการถ่ายทอดเรื่องราวให้ภาพได้อย่างล้ำลึกและน่าสนใจ เพื่อนๆสามารถดูตัวอย่างงาน Cinemagraph เจ๋งๆ ได้ใน Hashtag #Cinemagraph ใน Instagram แล้วคล้ายกันของ Cinemagraph กับ .Gif นั้นถือว่าคล้ายกันอยู่พอสมควร แต่ Cinemagraph แสดงออกทางศิลปะมากกว่า เมื่อถูกจัดวางอย่างดีและมี Impact มากกว่าภาพถ่ายหรือคลิปวิดิโอทั่วไป สร้างการจดจำให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ความนิยมของ Cinemagraph ได้รับความนิยมมากขึ้นหลังจาก Facebook และ Instagram ปล่อยฟังก์ชัน Auto play ในวิดีโอ แบรนด์จึงสามารถนำ Cinemagraph ไปประยุกต์ใช้ได้โดยเป็นการนำเสนอที่แตกต่าง และสวยงามกว่าวีดีโอแถมยังเข้าใจได้ง่ายกว่าด้วย ผลการสำรวจพบว่าโอกาสที่ Cinemagraph จะกลายไปเป็น Viral มีสูง และมีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคแบบ Organic reach สูงกว่าภาพนิ่งธรรมดาถึง 71% ที่มา: brandbuffet.in.th

เพื่อนๆคงเคยรู้มาแล้วว่า Facebook สามารถทำรูปโปรไฟล์เคลื่อนไหวได้ วันนี้เรามีวิธีมาฝากกันครับ

เดี๋ยวนี้ e-Commerce มาแรงครับ การที่แม่ค้าพ่อค้าต่างๆจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพื่อนๆคงจะเคยเจอปัญหายอดผู้ชมในเว็บไซต์ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ หรือ ลูกค้าจำชื่อเว็บไม่ได้ วันนี้ผมมีบทความเกี่ยวกับ สาเหตุที่ยอดผู้ชมน้อยและวิธีแก้มาฝากครับ ลองไปอ่านกันเลย 1.ไม่รู้จักเว็บไซต์  คนทั่วไปอาจไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อเว็บไซต์ของคุณ ทำให้ไม่สามารถเข้ามาที่เว็บไซต์ เมื่อต้องการซื้อสินค้าหรือบริการลักษณะเช่นเดียวกับที่คุณมีขาย วิธีแก้ไข : หาทางประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ของคุณให้คนอื่นๆ รู้จักมากขึ้น ให้พวกเขาสามารถจดจำชื่อเว็บไซต์ของคุณให้ได้ เช่น ทำการตลาดเสิร์ชเอ็นจิ้น การตลาดผ่านอีเมล การลงโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในสื่ออื่นๆ   2.จำชื่อเว็บไซต์ไม่ได้  ชื่อเว็บไซต์ที่จำยาก พิมพ์ยาก หรือสะกดยาก จะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์จำไม่ได้ หรือต้องค้นหาเว็บไซต์เมื่อต้องเข้าชมสินค้าอีกครั้ง สิ่งนี้อาจเป็นสาเหตุให้คนไม่เข้าเว็บไซต์ก็ได้ วิธีแก้ไข : ตั้งชื่อเว็บไซต์ที่จดจำง่าย สร้างความแตกต่างและน่าสนใจให้กับข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณ   3.เว็บไซต์ไม่น่าสนใจ  ลูกค้าบางคนอาจเคยเข้าเว็บไซต์ของคุณแล้วพบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือมีข้อมูลที่ไม่ตรงกับความต้องการ วิธีแก้ไข : หาข้อมูลที่น่าสนใจมาใส่ไว้ในเว็บไซต์ให้พอดี เพื่อดึงดูดให้คนกลับมาอย่างต่อเนื่อง   4.เว็บไซต์ไม่อัพเดต  บางเว็บไซต์ไม่มีการอัพเดตข้อมูลเลยตั้งแต่เปิดบริการ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ลูกค้าจึงไม่มีความมั่นใจและไม่อยากเข้าชมเว็บไซต์อีกต่อไป วิธีแก้ไข :เพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ลงในเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ส่วนเจ้าของธุรกิจออนไลน์บางคนที่เพิ่มข้อมูลในเว็บไซตืตัวเองไม่ได้ เพราะจ้างเว็บมาสเตอร์หรือบริษัทรับจ้างทำเว็บไซต์ แนะนำให้ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลได้ด้วยตัวเอง หรือติดตั้งเว็บบอร์ด เพื่อให้คนทั่วไปเข้ามาพูดคุยหรือเพิ่มข้อมูลให้กับเว็บไซต์ได้   5.เว็บไซต์คู่แข่งดูดีและน่าสนใจมากกว่า 

การที่ตลาดโมบายทั่วเอเชีย แปซิฟิคเติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น หมายถึงการเติบโตของการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตด้วยเช่นกัน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กในภูมิภาคนี้ให้มีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้ (ที่มา: eMarketer เดือนธันวาคม 2015) จากรายงานของ eMarketer อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เป็นประเทศที่มีประชากรเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กสูงที่สุดของโลก โดยยังคาดการณ์ว่า อัตราการเข้าถึงนี้จะโตขึ้นมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2019 เอเชีย แปซิฟิคถือเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตใหญ่ที่สุดและสูงสุดสำหรับ Facebook โดยมีผู้ใช้งาน Facebook ต่อวันสูงกว่า 300 ล้านคน ในช่วงไตรมาสสามของปี 2015 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 24 เปอร์เซ็นต์จากปี 2014 ในขณะที่ผู้ใช้งาน Facebook ต่อเดือนนั้นอยู่ที่ 522 ล้านคน เพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างอินโดนีเซียและอินเดียส่งผลอย่างมากต่อการเติบโตอันรวดเร็วนี้ ซึ่งปัจจัยกระตุ้นมาจากการเติบโตและการใช้งานโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มสูงขึ้น 2015 เป็นปีที่ Facebook เปิดสำนักงานสองแห่งในภูมิภาคเอเชีย ที่หนึ่งคือไต้หวันและอีกที่คือประเทศไทย ทั้งนี้ 70

TOP