เทคโนโลยี AR หรือ Augmented Reality เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยมในปี 2017 ที่ผสานเอาโลกความเป็นจริง (Real) เข้ากับโลกเสมือน (Virtual) ซึ่งจะทำให้ภาพที่เห็นในจอภาพกลายเป็นวัตถุ 3 มิติลอยอยู่เหนือพื้นผิวจริง ถ้านึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเกม Pokémon Go ที่เคยได้รับความนิยมเมื่อปลายปี 2016         ซึ่งในตัวเกม จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการตามล่าโปรเกม่อน เมื่อเจอโปรเกม่อนจะมีการแจ้งเตือนที่หน้าจอ โดยที่หน้าจอจะสามารถเปิดโหมด AR ได้ เมื่อเปิดโหมดนี้ก็จะเห็นโปรเกม่อนตัวนั้น ๆอยู่ตามพื้นผิว อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Instagram ที่มีคุณสมบัติ Face Filters หรือการใส่ฟิลเตอร์แบบ AR (Augmented Reality) ให้กับภาพถ่ายหรือวิดีโอ ซึ่งบางคนก็ยังไม่ทราบว่าโหมด Face Filters ที่เราถ่ายกันทุกวันก็เป็นเทคโนโลยีของ AR เช่นกัน หลักการทำงานในการแสดงภาพเสมือนจริง จะมีขั้นตอนการทำงานอยู่ 3 ขั้นคือ

Viral Marketing (ไวรัล มาเก็ตติ้ง) หรือ การตลาดแบบปากต่อปาก เป็นการตลาดที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์ บนโลก Social Media เช่น Facebook, Twitter โดยเฉพาะใน YouTube ในการทำให้แบรนด์หรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มลูกค้าใหม่ ในระยะเวลาอันสั้น หรือ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาดด้านอื่นด้วย โดยใช้หลักการเดียวกับการแพร่เชื้อไวรัสที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นลักษณะการบอกต่อ ปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า Word-of-Mouth (WOM) เหมือนกับการใช้ดีแล้วบอกต่อ โดยหลักการทำงานเพียงแค่ปล่อยให้กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าของคุณแชร์หรือส่งต่อแคมเปญการตลาดที่น่าสนใจ ไปยังเพื่อน และคนอื่น ๆ เมื่อมีการส่งต่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จะมีความต้องการในการรับชมแคมเปญ เพื่อที่จะได้รู้ว่า เป็นอย่างไร เมื่อคนเหล่านั้นได้รับชมแล้วถูกใจ ก็จะส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ โดยในยุคที่ Social Media กำลังเป็นที่นิยม ก็จะยิ่งแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว Viral Marketing ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่แค่ช่องทางของ Social Media อาจจะไปอยู่บนเว็บอื่นบนอินเตอร์เน็ต ข้อดีของ Viral Marketing ใช้ต้นทุนน้อย

รายงานอินเทอร์เน็ตเทรนด์ประจำปีโดย Mary Meeker นักการตลาดชื่อดังที่ออกมาบอกเราถึงเทรนด์ของโลกออนไลน์ทุกปี ปีนี้ให้จับตาดูที่การเติบโตของมือถือ โดยเฉพาะบนโซเชียลที่จะมาควบคุมการใช้งบประมาณเพื่อการโฆษณาจำนวนมากและเวลาที่ผู้ใช้งานจะอยู่กับมัน วันนี้เรารวบรวม 7 ข้อที่น่าสนใจของปีนี้มาให้ดูกัน 1.เดสท็อปทำเงินสู้มือถือไม่ได้ หากคุณเป็นนักการตลาดคงเบื่อที่จะได้ยินคำว่ายุคแห่งมือถือ แต่นั่นยังคงเป็นเรื่องจริง เพราะการโฆษณาทางมือถือยังคงทำเงินได้มากกว่าบนเดสท็อปแบบทิ้งห่าง โดยรายได้จากการโฆษณาทางอินเทอเน็ตในปี 2015 นั้นอยู่ที่ประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปีก่อนหน้า 20% ซึ่งรายได้จากโฆษณาบนมือถือเพิ่มขึ้น 66% ในขณะที่บนเดสท็อปเพิ่มขึ้นเพียง 5% นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่กับมือถือ 25% และอยู่กับเดสท็อปเพียง 22% 2. เกมของ Google และ Facebook ต้องยอมรับว่า Mark Zuckerberg สร้างโลกแห่งการโฆษณาที่ทรงพลังขึ้นมา รายได้จากการโฆษณาบนเฟซบุ๊คเติบโตขึ้นถึง 59% ระหว่างปี 2014 – 2015 ด้วยปริมาณโฆษณาบนมือถืออันมหาศาล ในขณะที่ Google เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเวลาเดียวกัน ดูเหมือนจะน้อยกว่าเฟซบุ๊คเยอะ แต่เจ้าอื่นๆ เพิ่มมาเพียง 13% เท่านั้น 3.

อนาคตนับจากนี้จะเป็นยุคทอง โอกาสทางธุรกิจเปิดกว้างมากขึ้นเมื่อดูจากข้อมูลของ PwC ประเทศไทยที่ระบุว่า ผลสำรวจทิศทางอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงทั่วโลกระหว่างปี 2559-2563  และยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ง่าย การที่บริษัทโฆษณาต่างๆ หรือสื่อบันเทิงต่างๆ มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ด้วยเหตุที่ใครๆก็สามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ อัตราส่วนการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อปีของสื่อโฆษณาออนไลน์และสื่อบันเทิงออนไลน์ในไทย สูงขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 22.5% จากจำนวนผู้ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันการโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ก็มีการเจริญเติบโตที่ลดลงเป็นอย่างมาก บางบริษัทจึงทำให้มีการประกาศ ทำการปิดตัวลงของสื่อผ่านสิ่งพิมพ์เช่น I like เป็นต้น อ้างอิง ihdigital.co.th  

สุดล้ำ! Microsoft เปิดตัวโฮโลเลนส์ แว่นที่จะทำให้คุณเห็นโลกใบนี้แตกต่างจากที่เคย   เมื่อวันนี้ พบว่านวัตกรรมที่เคยตั้งตาคอย พบเห็นในฉากภาพยนตร์และละครต่างประเทศหลายๆเรื่องกำลังจะเกิดขึ้นจริง เมื่อ Microsoft ได้เปิดเผยอุปกรณ์ที่ล้ำสุดยอด นั่นก็คือ Microsoft Hololens เจ้าแว่นตาในภาพนี้ เป็นตัวจำลองที่ Microsoft จัดทำเป็นวิดิโอสั้นๆ 2 นาที บอกเล่าความน่าสนใจของเจ้าแว่นตานี้ เปลี่ยนโลก ของเราด้วยภาพโฮโลแกรม โอ้!!!!!! มันช่างน่าตื่นเต้นอะไรเช่นนี้   อ้างอิง:http://thaimarketing.in.th/2015/01/24/microsoft-hololens/  

หลังจากที่ Instragram ได้ทดสอบการทำโปรไฟล์สำหรับธุรกิจไปแล้ว ล่าสุด Instagram ได้เปิดตัวเครื่องมือสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการจะทำธุรกิจอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบไปด้วยโปรไฟล์ธุรกิจแบบใหม่, เครื่องมือวิเคราะห์และแสดงสถิติ รวมถึงการเปลี่ยนหน้าโพสต์ให้กลายเป็นโฆษณาได้โดยตรง โดยฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ สามารถติดต่อร้านค้าได้โดยตรงผ่านปุ่ม Contact ซึ่งจะมีทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ และเมสเสจ ขณะที่ในหน้าโปรไฟล์ก็จะมีแผนที่ หรือตำแหน่งของร้านค้านั้นๆ, สามารถติดตามดูว่าโพสต์ไหนได้รับความนิยม มีจำนวนผู้เข้าชมเท่าไร เป็นต้น เรียกได้ว่าไม่ต่างจากหน้าเพจของเฟซบุ๊คมากนัก โดยทาง Instragram มีแผนที่จะทำให้ร้านค้าสามารถทำโฆษณาได้หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้นด้วย ทั้งนี้ร้านค้าที่จะใช้โปรไฟล์ธุรกิจใน Instragram จะต้องมีเพจเฟซบุ๊คก่อนเท่านั้น ซึ่งเครื่องมือตัวนี้จะเริ่มปล่อยให้ใช้กันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยจะเริ่มต้นในสหรัฐ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ก่อนเป็นที่แรก การทำโปรไฟล์ธุรกิจของ Instragram ในครั้งนี้ คงจะทำให้ผู้ที่ค้าขายผ่าน Instragram ได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้นในการติดต่อกับลูกค้า และลูกค้าก็จะสามารถซื้อของผ่าน Instragram ได้สะดวกมากขึ้นด้วย เป็นการพัฒนาอีกขึ้นอีกก้าวหนึ่งของการค้าขายออนไลน์   ที่มา:Blognone

เว็บข่าว The Verge  รายงานว่าในอนาคต Facebook อาจจะเปิดให้เราหาเงินได้จากโพสต์ของตัวเองได้ หลังจากแบบสำรวจตอนหนึ่งมีการถาม ผู้ใช้ว่าคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการหาเงินจากโพสต์ต่างๆใน Facebook ‘’ มีทั้งระบุว่าเป็นเงินค่าทิป (ในกรณีนักแสดง), เนื้อหาที่สนับสนุนจากแบรนด์สินค้าหรือผู้สนับสนุน, การบริจาค, ปุ่มเพื่อให้ทำกิจกรรมแบบอื่น หรือเลือกที่จะแบ่งปันค่าโฆษณาจากโพสต์บน Facebook ซึ่งในปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้เปิดให้เจ้าของโปรไฟล์ต่างๆ สามารถหาเงินได้จากโพสต์บน Facebook’’   ทั้งหมดย้ำว่าเป็นแค่การคาดการณ์ของ The Verge  ซึ่งทาง Facebook จะทำตามหรือไม่ทำก็ได้   ที่มา:Blognone

อีกหนึ่งตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจาก Start up  คือ Airbnb ผู้ให้บริการห้องพักแบบ sharing economy เนื่องจากเร็วๆนี้ได้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นประเทศท่องเที่ยวซะด้วย แน่นอนว่าย่อมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับผลกระทบกันเยอะ Airbnb จึงถือโอกาสนี้เปิดบริการ ห้องพักเร่งด่วน ให้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการที่พักหรือติดอยู่ตามจังหวัดต่างๆ โดยAirbnb เปิดให้ทั้งญี่ปุ่นที่มีห้องพักพร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวที่ประสบปัญหา และ นักท่องเที่ยวที่ต้องการที่พักเอง ซึ่งทั้งหมดบริการฟรี โดยเริ่มตั้งแต่ 14 เมษา – 20 เมษา ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงถึงความใส่ในในบริการของทาง Airbnb เองด้วย ยิ่งในสถานะการแบบนี้ การที่หน่วยธุรกิจทั้งหลายออกมาแสดงสปิริต ยิ่งตอกย้ำว่าพวกเค้าเหล่านี้ประกอบธุรกิจด้วยความใส่ใจจริงๆ ที่มา: Blognone

จากสถิติของ comScore พบว่า 2 ใน 3 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนสหรัฐไม่ได้ดาวน์โหลดแอพใหม่เลยสักตัวในเดือนที่แล้ว แต่คนกลับใช้เวลาในแอพแชทมากขึ้น เพราะงี้แหละครับแอพแชททั้งหลายต่างพยามยามทำฟังชั่นน์ chat bot เพื่อนำพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปใช้แอพแชทที่นานขึ้นให้เกิดประโยชน์ โดยจะเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้กับบริการต่างๆ แทนการกดเข้าแอพ เช่น เราสามารถถามสภาพอากาศวันนี้ได้ในแอพแชทห้องสภาพอากาศ หรือ แชทกับแอร์ในบ้านให้เปิดก่อนที่เราจะถึงบ้าน โดยไม่จำเป็นเข้าแอพเฉพาะของแอร์ตัวนั้นเพื่อสั่งเปิดแอร์ ซึ่งช่วงนี้กระแส Chat bot ก็มาแรงจริงๆ เราจะเห็นว่ามี WeChat ก็ทำเรื่องนี้มาได้ซักระยะแล้ว , Facebook ก็เปิดบริการให้เรียกรถUber ผ่านแชทตามมาติดๆ ,ตามด้วย Line และ Skype เพิ่งประกาศจะทำ Chat bot ในปีนี้เช่นกัน ส่วนตัวผมนั้นคิดว่า ถ้ากระแส Chat bot มาแรงและดูท่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะพฤติกรรมเราๆมันก็ฟ้อง อีกไม่นานเราคงต้องปรับแผนการสื่อสารตลาดออนไลน์ใหม่แล้วหละครับ การทำการตลาดด้วยแอพที่ทั้งไม่คุ้มกับการลงทุน แถมบางแบรนด์ยังคิดแค่ว่าทำไว้เฉยๆ บางแบรนด์พอจะใช้งานจริงดันไม่มีฟังชั่นน์ที่ใช้ได้ซะงั้น ก็อาจจะมีพับโครงการกันไปบ้างหละครับ ที่มา: Blognone.com  

nuTonomy บริษัทจากสหรัฐอเมริกา เตรียมเปิดธุรกิจแท็กซี่ไร้คนขับในสิงคโปร์ภาย ซึ่งจะเปิดให้ใช้ได้ในสิ้นปีนี้นะเออ ซึ่งมีรถรองรับบริการหลายพันคัน วิ่งรอบตัวเมือง ส่วนเรื่องมาตราฐานก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะ เพราะตัวรถจัดอยู่ในประเภท”อัตโนมัติระดับ 4″ ตามมาตรฐานของกระทรวงคมนาคมของสหรัฐอเมริกาเลยนะ  แถมการใช้งานก็โครตง่าย ในรถจะมีเพียงผู้โดยสารคนเดียวในรถ และไม่ต้องควบคุมใดๆทั้งสิ้น เพียงแค่ป้อนที่หมายการเดินทางเท่านั้น โดยตอนนี้ตัวรถยนต์ไร้คนขับนี้ได้ผ่านการทดสอบพื้นฐานของทางการสิงคโปร์แล้ว ขั้นต่อไปคือการขออนุมัติให้ทำการทดสอบบนท้องถนนจริงเท่านั้น ส่วนไทยเราก็นั่นแหละครับ พึ่งจะมาเถียงกัน GrabTaxi , Uber   ไหนบอกว่า Digital Economy หละครับ ที่มา: Blognone

TOP